เมื่อโรงงานส่งสูตรเครื่องสำอาง (Cosmetic Formula) มาให้ เจ้าของแบรนด์ส่วนใหญ่เห็นตารางชื่อสารกับตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่อ่านไม่ออก แล้วตัดสินใจจากการลองใช้และราคา การอ่านสูตรออกไม่ได้แปลว่าต้องตั้งสูตรเองได้ แต่แปลว่ารู้ว่าสารแต่ละตัวอยู่ในสูตรเพื่ออะไร สารออกฤทธิ์อยู่ในสัดส่วนที่มีความหมายหรือไม่ และสูตรนี้ต่างจากสูตรมาตรฐานของโรงงานตรงไหน ทักษะนี้เปลี่ยนการคุยกับโรงงานจากการรับสิ่งที่เสนอ เป็นการต่อรองในสิ่งที่ต้องการ
บทความนี้อธิบายโครงสร้างของสูตรเครื่องสำอางในระดับที่เจ้าของแบรนด์และผู้จัดการผลิตภัณฑ์ใช้ได้จริง เพื่อให้เข้าใจว่าตัวเลขในตารางกลายเป็นเนื้อครีมได้อย่างไร
สูตรถูกจัดเป็นเฟส
สูตรเครื่องสำอางส่วนใหญ่แบ่งส่วนผสมเป็นเฟส (Phase) ตามลำดับการผสม เฟสน้ำประกอบด้วยน้ำและสารที่ละลายน้ำ เช่น สารให้ความชุ่มชื้น สารปรับความหนืด และสารออกฤทธิ์ที่ละลายน้ำ เฟสน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน ไข สารให้ความนุ่มลื่น และสารออกฤทธิ์ที่ละลายในน้ำมัน สำหรับครีมและโลชั่นที่เป็นอิมัลชัน (Emulsion) จะมีอิมัลซิไฟเออร์ที่ทำให้น้ำกับน้ำมันรวมกันได้ และเฟสสุดท้ายคือสารที่ใส่หลังจากอุณหภูมิลดลงแล้ว เช่น สารกันเสีย น้ำหอม และสารออกฤทธิ์ที่ไวต่อความร้อน การรู้ว่าสารอยู่เฟสไหนบอกได้ทันทีว่าสารนั้นผ่านความร้อนหรือไม่ ซึ่งสำคัญกับสารออกฤทธิ์ที่เสียง่าย
หน้าที่ของสารแต่ละกลุ่ม
สารในสูตรแบ่งตามหน้าที่ได้เป็นไม่กี่กลุ่ม กลุ่มโครงสร้างคือน้ำ น้ำมัน อิมัลซิไฟเออร์ และสารปรับความหนืด ซึ่งกำหนดเนื้อสัมผัส ความข้น และความรู้สึกเมื่อทา กลุ่มสารออกฤทธิ์ (Active Ingredient) คือสิ่งที่ให้ประโยชน์ตามตำแหน่งแบรนด์ เช่น สารให้ความชุ่มชื้น สารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารสกัดเฉพาะ กลุ่มความปลอดภัยและความคงตัวคือสารกันเสีย สารคีเลต สารต้านการเกิดออกซิเดชัน และสารปรับความเป็นกรดด่าง กลุ่มประสาทสัมผัสคือน้ำหอมและสี เมื่ออ่านสูตรให้จัดสารทุกตัวเข้ากลุ่ม ถ้าสารตัวไหนจัดไม่ได้ ให้ถามโรงงานว่าใส่เพื่ออะไร
สัดส่วนบอกอะไร
ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ในสูตรเป็นน้ำหนักต่อน้ำหนัก และรวมกันได้หนึ่งร้อย น้ำมักเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดในครีมและเซรั่ม สิ่งที่ควรดูคือสัดส่วนของสารออกฤทธิ์เทียบกับช่วงที่มีหลักฐานตามเอกสารทางเทคนิคของสารนั้น สารที่อยู่ท้ายรายการในสัดส่วนน้อยมากอาจอยู่เพื่อให้มีชื่อบนฉลากมากกว่าเพื่อให้ผล และควรดูว่าสารออกฤทธิ์ที่ซัพพลายเออร์ขายเป็นสารละลายเจือจางนั้น สัดส่วนในสูตรหมายถึงสารละลายหรือสารบริสุทธิ์ เพราะสองอย่างนี้ต่างกันหลายเท่า
สารกันเสียและความคงตัวไม่ใช่เรื่องรอง
สูตรที่มีน้ำเป็นแหล่งเจริญของจุลินทรีย์ ระบบกันเสียจึงเป็นเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้ ไม่ใช่ตัวเลือก สารกันเสียที่ใช้ต้องอยู่ในรายการที่กฎหมายอนุญาตในสัดส่วนที่กำหนด และประสิทธิภาพของระบบกันเสียในสูตรจริงต้องผ่านการทดสอบ (Preservative Efficacy Test) ส่วนความคงตัวของเนื้อ สี และกลิ่นตลอดอายุการเก็บต้องผ่านการทดสอบความคงตัวในบรรจุภัณฑ์จริง ซึ่งอธิบายไว้ในบทความเรื่อง Stability และ Compatibility Study
คำถามที่ควรถามโรงงาน
คำถามชุดแรกเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ ใส่ตัวไหนในสัดส่วนเท่าไร เป็นสารบริสุทธิ์หรือสารละลาย มีเอกสารทางเทคนิคของสารและช่วงการใช้ที่มีหลักฐานหรือไม่ และสารนั้นผ่านความร้อนในกระบวนการหรือไม่ คำถามชุดที่สองเกี่ยวกับความปลอดภัย ใช้ระบบกันเสียอะไร ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพหรือยัง และมีผลทดสอบความคงตัวหรือไม่ คำถามชุดที่สามเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของ สูตรนี้เป็นสูตรมาตรฐานของโรงงานที่แบรนด์อื่นใช้ด้วยหรือพัฒนาเฉพาะ ใครถือสูตรเมื่อเลิกผลิต และขอชื่อ INCI ครบทุกสารเพื่อเตรียมฉลากได้หรือไม่ โรงงานที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจนคือโรงงานที่ควรทำงานด้วย
สารสำคัญเฉพาะแบรนด์
เมื่ออ่านสูตรออกแล้ว หลายแบรนด์พบว่าความแตกต่างจากคู่แข่งอยู่ที่สารออกฤทธิ์ที่โรงงานทั่วไปมีเหมือนกันหมด ทางเลือกคือพัฒนาสารสำคัญเฉพาะของแบรนด์ ซึ่ง TIBD มีบริการพัฒนาสารสำคัญ (Active Ingredient Development) ผลลัพธ์คือสารที่มีหลักฐานของตัวเองและสูตรที่โรงงานอื่นทำซ้ำไม่ได้ง่าย
คำถามที่พบบ่อย
INCI คืออะไร ทำไมชื่อบนฉลากไม่เหมือนชื่อที่โรงงานบอก
INCI (International Nomenclature of Cosmetic Ingredients) คือระบบชื่อสากลของส่วนผสมเครื่องสำอางที่ใช้บนฉลากและในเอกสารจดแจ้ง ชื่อการค้าของสารจากซัพพลายเออร์อาจต่างจากชื่อ INCI และหนึ่งชื่อการค้าอาจประกอบด้วยหลายชื่อ INCI การขอชื่อ INCI ของทุกสารจากโรงงานทำให้คุณตรวจสอบสูตรและเตรียมฉลากได้
สารออกฤทธิ์กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะมีผล
ต่างกันตามสาร บางชนิดมีหลักฐานที่สัดส่วนต่ำ บางชนิดต้องใช้สัดส่วนสูงจึงเห็นผล คำตอบอยู่ในเอกสารทางเทคนิคของสารจากผู้ผลิตซึ่งระบุช่วงการใช้ที่มีหลักฐาน ควรขอเอกสารนี้และเทียบกับสัดส่วนในสูตรของคุณ
สูตรที่ไม่มีสารกันเสียเลยเป็นไปได้ไหม
สูตรที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบต้องมีระบบป้องกันการเจริญของจุลินทรีย์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสารกันเสียตามรายการที่อนุญาต หรือสารอเนกประสงค์ที่มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ร่วมกับการออกแบบสูตรและบรรจุภัณฑ์ สูตรที่อ้างว่าไม่มีอะไรป้องกันเลยควรถูกตั้งคำถามและต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพของระบบกันเสีย
บันทึกจากวิทยากรในเครือข่าย TIBD · VISBIO · K-API ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะผลิตภัณฑ์ของท่าน · อัปเดต 2026-09-28
บทความที่เกี่ยวข้อง
2026-09-25เทรนด์เวชสำอาง (Cosmeceutical) และการเลือกสารออกฤทธิ์: ดูหลักฐานก่อนดูกระแส
สารออกฤทธิ์ที่กำลังดังไม่ได้แปลว่าเหมาะกับแบรนด์คุณ บทความนี้เสนอวิธีอ่านเทรนด์เวชสำอางผ่านสี่คำถามเรื่องหลักฐาน ความเข้ากันได้ กฎหมาย และต้นทุน ก่อนใส่สารใดลงสูตร
2026-09-23พัฒนาผลิตภัณฑ์โพรไบโอติก (Probiotic): สายพันธุ์ จำนวนเชื้อมีชีวิต ความคงตัว และคำที่พูดได้
โพรไบโอติกต่างจากสารสกัดตรงที่เป็นสิ่งมีชีวิต สินค้าต้องมีเชื้อมีชีวิตในจำนวนที่กำหนดจนถึงวันหมดอายุ บทความนี้อธิบายการเลือกสายพันธุ์ การรักษาจำนวนเชื้อ และขอบเขตของคำที่พูดได้
2026-09-22พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplement) จากสารสกัดสู่แคปซูล: ปริมาณต่อหน่วยบริโภค รูปแบบ และเอกสาร
จากสารสกัดถึงแคปซูลที่ขายได้: คิดปริมาณต่อวันจากสารสำคัญและรายการของ อย. แปลงเป็นจำนวนแคปซูลตามที่บรรจุได้จริง แล้วเลือกรูปแบบ สารช่วย เปลือก และเตรียมเอกสาร