ArticlesFood Innovation Hub2026-09-054 min read

What coffee cupping is, and why café owners and baristas need to taste systematically and describe flavour precisely

Cupping is the tasting method that lets the whole coffee chain speak one language. What gets assessed, what CATA lists and the nine-point scale are, and how café owners use the skill to buy beans, control quality and train staff.

This article is available in Thai only. An English edition is not published yet — read it in Thai, or browse the courses in English.

ร้านกาแฟส่วนใหญ่เลือกเมล็ดจากราคาและคำโฆษณาของโรงคั่ว แล้วตัดสินคุณภาพด้วยคำว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ปัญหาคือคำนี้ใช้คุยกับโรงคั่วไม่ได้ ใช้สอนพนักงานใหม่ไม่ได้ และใช้อธิบายให้ลูกค้าฟังไม่ได้ว่าทำไมกาแฟแก้วนี้ราคาสูงกว่าอีกแก้ว การคัพปิ้ง (Cupping) คือวิธีชิมกาแฟอย่างเป็นระบบที่อุตสาหกรรมกาแฟทั่วโลกใช้ร่วมกัน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ส่งออก โรงคั่ว ไปจนถึงร้าน เพื่อให้ทุกคนพูดถึงรสชาติด้วยภาษาเดียวกันและตัดสินคุณภาพด้วยเกณฑ์เดียวกัน

บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของร้านกาแฟ ผู้จัดซื้อ และบาริสต้าที่ต้องการยกระดับจากการชิมด้วยความรู้สึกเป็นการชิมที่อธิบายได้ เนื้อหาอธิบายว่าคัพปิ้งประเมินอะไรบ้าง เครื่องมือบันทึกผลแบบใหม่ทำงานอย่างไร และทักษะนี้เปลี่ยนการตัดสินใจในร้านอย่างไร

คัพปิ้งคืออะไร และทำไมต้องมีระเบียบปฏิบัติ

คัพปิ้งคือการชิมกาแฟหลายตัวอย่างพร้อมกันภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมให้เท่ากันทุกถ้วย ทั้งสัดส่วนกาแฟต่อน้ำ ขนาดบด อุณหภูมิน้ำ เวลาแช่ และลำดับการชิม เมื่อตัวแปรเหล่านี้เท่ากัน ความต่างที่รับรู้ได้จึงมาจากตัวกาแฟเอง ไม่ใช่จากวิธีชง ระเบียบปฏิบัติในการคัพปิ้ง (Good Cupping Practice) ยังรวมถึงการเตรียมโต๊ะ การไล่ลำดับตัวอย่าง การใช้ช้อน และการล้างช้อนระหว่างถ้วย ซึ่งดูเป็นรายละเอียดเล็กแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผลชิมของคนสองคนในสองสถานที่เทียบกันได้

ประเมินอะไรบ้างในหนึ่งถ้วย

การประเมินเริ่มจากกลิ่นแห้ง (Fragrance) ของกาแฟบดก่อนเติมน้ำ ตามด้วยกลิ่นหลังเติมน้ำ (Aroma) เมื่อเปิดผิวหน้าถ้วย จากนั้นเมื่ออุณหภูมิลดลงจึงชิมเพื่อรับรู้กลิ่นรส (Flavor) ที่รวมรสและกลิ่นในปาก อาฟเตอร์เทส (Aftertaste) ที่คงอยู่หลังกลืน ความเปรี้ยว (Acidity) ความหวาน (Sweetness) และเนื้อสัมผัส (Mouthfeel) แต่ละคุณลักษณะประเมินได้ทั้งในเชิงว่ามีลักษณะแบบไหน และในเชิงระดับความเข้มข้น (Intensity) ว่าต่ำ กลาง หรือสูง การแยกสองมิตินี้ออกจากกันสำคัญ เพราะกาแฟที่เปรี้ยวสูงไม่ได้แปลว่าดีหรือแย่ แต่แปลว่ามีความเปรี้ยวสูง ส่วนจะเหมาะกับร้านหรือไม่เป็นอีกคำถาม

CATA และ 9-point scale: เครื่องมือบันทึกผลแบบใหม่

แนวทางประเมินคุณค่ากาแฟ (Coffee Value Assessment) ของ Specialty Coffee Association แยกการประเมินเป็นส่วน ส่วนที่เกี่ยวกับการชิมมีสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือการบรรยายลักษณะ (Descriptive Assessment) ซึ่งผู้ชิมบันทึกว่ารับรู้ลักษณะอะไรบ้างด้วยรายการคำศัพท์แบบเลือกทั้งหมดที่ตรง (Check-All-That-Apply หรือ CATA) เช่น กลุ่มกลิ่นผลไม้ ดอกไม้ ถั่ว หรือช็อกโกแลต พร้อมระดับความเข้มข้นของคุณลักษณะหลัก วิธีนี้ทำให้คำบรรยายของผู้ชิมแต่ละคนอยู่ในชุดคำเดียวกันและเทียบกันได้

ส่วนที่สองคือการประเมินเชิงความรู้สึก (Affective Assessment) ซึ่งผู้ชิมให้คะแนนความประทับใจในคุณภาพโดยรวม (Impression of Quality) ของแต่ละคุณลักษณะและของถ้วยทั้งใบด้วยมาตรวัด 9 ระดับ (Nine-Point Affective Scale) การแยกว่ากาแฟมีลักษณะอะไร ออกจากว่าผู้ชิมชอบแค่ไหน คือหัวใจของแนวทางใหม่ เพราะทำให้ร้านรู้ทั้งข้อเท็จจริงของกาแฟและความชอบของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยไม่ปนกัน

ฝึกจมูกด้วยชุดกลิ่นอ้างอิง

คำบรรยายกลิ่นจะแม่นได้ต่อเมื่อผู้ชิมมีคลังกลิ่นอ้างอิงในความจำ ชุดกลิ่น Le Nez du Café คือชุดขวดกลิ่นมาตรฐานที่ใช้ฝึกจดจำและเรียกชื่อกลิ่นที่พบในกาแฟ การฝึกกับชุดกลิ่นควบคู่กับการชิมจริงทำให้เชื่อมสิ่งที่จมูกรับรู้เข้ากับคำที่ใช้ในแบบฟอร์มได้เร็วกว่าการชิมอย่างเดียวมาก

ทักษะนี้เปลี่ยนการตัดสินใจในร้านอย่างไร

เรื่องแรกคือการเลือกและซื้อเมล็ด เจ้าของร้านที่คัพปิ้งได้จะเทียบตัวอย่างจากหลายโรงคั่วด้วยเกณฑ์เดียวกัน ระบุได้ว่าต้องการโปรไฟล์แบบไหนสำหรับเมนูไหน และคุยกับโรงคั่วด้วยคำศัพท์ที่โรงคั่วใช้ เรื่องที่สองคือการควบคุมคุณภาพ เมื่อเมล็ดล็อตใหม่มาถึงหรือเมื่อลูกค้าบอกว่ารสเปลี่ยน การคัพปิ้งเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงบอกได้ว่าเปลี่ยนจริงหรือไม่และเปลี่ยนตรงไหน เรื่องที่สามคือการสอนทีม บาริสต้าที่อธิบายรสชาติด้วยภาษามาตรฐานได้จะแนะนำลูกค้าได้แม่นขึ้น และเรื่องสุดท้ายคือการตั้งราคาและเล่าเรื่อง กาแฟที่ร้านอธิบายได้ว่าต่างจากแก้วธรรมดาอย่างไร ตั้งราคาที่สะท้อนคุณค่าได้ง่ายกว่ากาแฟที่บอกได้แค่ว่าอร่อย

Frequently asked questions

คัพปิ้งต่างจากการชิมกาแฟทั่วไปอย่างไร

คัพปิ้งเป็นการชิมภายใต้ระเบียบปฏิบัติที่ควบคุมตัวแปร เช่น สัดส่วนกาแฟต่อน้ำ ขนาดบด อุณหภูมิ และเวลา ทำให้เทียบตัวอย่างหลายตัวได้อย่างยุติธรรม และบันทึกผลด้วยคำศัพท์และแบบฟอร์มมาตรฐานที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจตรงกัน การชิมทั่วไปให้ความรู้สึกว่าอร่อยหรือไม่ แต่บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร

ต้องเป็นบาริสต้าก่อนไหมถึงจะเรียนคัพปิ้งได้

ไม่จำเป็น การคัพปิ้งระดับพื้นฐานเหมาะกับเจ้าของร้าน ผู้จัดซื้อ และผู้ที่กำลังจะเปิดร้าน ทักษะที่ต้องมีคือความตั้งใจฝึกจมูกและลิ้นอย่างเป็นระบบ ซึ่งเริ่มได้ในวันเดียวและพัฒนาต่อได้ด้วยการฝึกซ้ำ

9-point scale คืออะไร

เป็นมาตรวัดความชอบหรือความประทับใจในคุณภาพโดยรวมของตัวอย่าง 9 ระดับ ใช้ในส่วนการประเมินเชิงความรู้สึก (Affective Assessment) ของแนวทางประเมินคุณค่ากาแฟของ SCA ซึ่งแยกออกจากการบรรยายลักษณะ (Descriptive Assessment) ที่ใช้รายการคำศัพท์แบบเลือกทั้งหมดที่ตรง (CATA) และระดับความเข้มข้น

Sources

  1. Specialty Coffee Association — Coffee Value Assessment
T2B
ทีมวิทยากร T2B Academy · อ้างอิงโครงหลักสูตร Cupping Workshop & Coffee Sensory ของ Phirom Coffee Lab × K-API
Instructor notes from the TIBD · VISBIO · K-API network. Not a substitute for regulatory advice on your specific product. · Updated 2026-09-28

Related articles