สารสกัดมาตรฐาน (Standardized Extract) คือสารสกัดพืชที่ผู้ผลิตปรับให้มีสารตัวแทน (Marker Compound) ในปริมาณหรือช่วงที่ระบุไว้ในสเปก แล้วยืนยันด้วยผลวิเคราะห์ของแต่ละล็อตในใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis, COA) ผู้ผลิตอาหารเสริมหรือเครื่องสำอางที่ซื้อสารสกัดต้องการปริมาณสารสำคัญที่รู้ค่า เพื่อคำนวณปริมาณต่อแคปซูลหรือต่อขวดให้เท่าเดิมทุกล็อต ส่วนสารสกัดที่บอกได้เพียงน้ำหนักหรืออัตราส่วนพืชต่อสารสกัด ผู้ซื้อต้องส่งวิเคราะห์เองก่อนจึงจะรู้ว่าได้อะไรมา
บทความนี้เขียนสำหรับผู้ที่พัฒนาสารสกัดเพื่อขายและผู้ที่ซื้อสารสกัดมาใช้ในสูตร อ้างอิงตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia, THP) แนวทางของสำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) แนวทาง ICH และองค์การอนามัยโลก (WHO)
สารสกัดที่ระบุสารสำคัญมีสามแบบ
ในตลาดวัตถุดิบ คำว่าสารสกัดมาตรฐานมักใช้เรียกสารสกัดทุกชนิดที่ระบุเปอร์เซ็นต์สารสำคัญ แต่แนวทางของ EMA แยกเป็นสามประเภทตามว่าปรับสารตัวใดและปรับอย่างไร ตัวอย่างในตารางมาจากแนวทางการระบุสารสมุนไพรของ EMA
| ประเภท | ปรับปริมาณอย่างไร | ตัวอย่างในแนวทาง EMA |
|---|---|---|
| Standardised | ปรับสารที่ทราบฤทธิ์แน่ชัดให้ได้ค่าที่กำหนด โดยเติมสารช่วย (Excipient) หรือผสมล็อต | สารสกัดแห้งเมล็ดเกาลัดม้า (Aesculus hippocastanum) ไตรเทอร์ปีนไกลโคไซด์ 19% คำนวณเป็นเอสซิน มีสารช่วยปรับ 5–30% |
| Quantified | ผสมล็อตให้ Active Marker อยู่ในช่วงที่กำหนด | สารสกัดแห้งใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ชนิดทำให้บริสุทธิ์ ฟลาโวนอยด์ 22.0–27.0% |
| Other | ไม่ปรับปริมาณสาร ควบคุมด้วยกระบวนการผลิตและสเปก | สารสกัดแห้งรากวาเลอเรียน (Valeriana officinalis) อัตราส่วนพืชต่อสารสกัด 3–6:1 |
ในภาษาการค้า สองแบบแรกมักถูกเรียกรวมกันว่าสารสกัดมาตรฐาน บทความนี้ใช้ความหมายกว้างนั้น แต่ถ้ายื่นเอกสารกับหน่วยงานในยุโรป ให้ใช้คำให้ตรงประเภท
ทำไมสารสกัดธรรมดาไม่พอ
วัตถุดิบพืชเปลี่ยนตามสายพันธุ์ แหล่งปลูก การเก็บเกี่ยว และการทำแห้ง แนวทางของ EMA จึงให้ผูกสเปกของวัตถุดิบกับความแปรผันทางชีวภาพและภูมิศาสตร์ และผูกสเปกของสารสกัดกับวิธีเตรียมและตัวทำละลาย สารสกัดจากวัตถุดิบต่างล็อตจึงมีสารสำคัญต่างกันแม้ใช้กระบวนการเดียวกัน ถ้าใส่สารสกัดเท่าเดิมทุกล็อตโดยไม่รู้ว่าสารสำคัญเปลี่ยน สินค้าจะไม่สม่ำเสมอ และผลทดสอบของล็อตหนึ่งจะใช้อ้างกับอีกล็อตไม่ได้
THP ภาคผนวก 1.16H หัวข้อสารสกัด (Extracts) ระบุวิธีที่ผู้ผลิตใช้ทำให้ได้ตามสเปก คือ ผสมวัตถุดิบหลายล็อตที่ผ่านสเปกแล้วก่อนสกัด เติมสารช่วยที่ไม่มีฤทธิ์เพื่อปรับปริมาณสารให้ได้ค่าที่กำหนดโดยต้องระบุชื่อและปริมาณสารช่วยบนฉลาก และทำให้บริสุทธิ์ขึ้น (Refined Extract) เพื่อเพิ่มสัดส่วนสารที่ต้องการ
ตัวอย่างจาก THP แสดงขนาดของความต่าง บทขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) กำหนดให้เหง้าแห้งมีเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ไม่น้อยกว่า 5.0% ส่วนบทสารสกัดแห้งขมิ้นชันกำหนดค่าบนฉลากไม่น้อยกว่า 80.0% ทั้งสองค่าคำนวณเป็นเคอร์คูมิน ความต่างนี้มาจากการสกัดและการทำให้เข้มข้น ซึ่งต้องทำซ้ำได้ก่อนจะคุมตัวเลขได้ หลักการเลือกตัวทำละลายอยู่ในบทความ เลือกวิธีสกัดให้ถูกกับสารสำคัญ
ตัวอย่างสเปกจริงจากตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย
THP ฉบับ 2021 และฉบับเพิ่มเติมมีบทสารสกัดแห้ง (Dry Extract) ที่อ่านได้บนเว็บของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตัวอย่างสามบทมีดังนี้
| บทใน THP | Marker | ค่าบนฉลากไม่น้อยกว่า (ฐานแห้ง) | วิธีหาปริมาณ |
|---|---|---|---|
| สารสกัดแห้งขมิ้นชัน (Curcuma longa) | เคอร์คูมินอยด์ คำนวณเป็นเคอร์คูมิน | 80.0% | UV-Vis ที่ประมาณ 420 นาโนเมตร |
| สารสกัดแห้งฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) | แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) | 4.5% | HPLC ตรวจวัดที่ 224 นาโนเมตร |
| สารสกัดแห้งบัวบก (Centella asiatica) | เอเชียติโคไซด์ (Asiaticoside) และมาเดแคสโซไซด์ (Madecassoside) | 3.0% และ 4.0% | HPLC ตรวจวัดที่ 210 นาโนเมตร |
ทั้งสามบทกำหนดให้สกัดด้วยเอทานอล และให้ค่าที่วัดได้อยู่ระหว่าง 90.0–110.0% ของปริมาณที่ระบุบนฉลาก (Labelled Amount) ผู้ผลิตจึงเลือกตัวเลขบนฉลากเองได้ตราบที่ไม่ต่ำกว่าค่าขั้นต่ำ แล้วต้องผลิตให้ใกล้ตัวเลขนั้น เช่น สารสกัดแห้งฟ้าทะลายโจรที่ระบุแอนโดรกราโฟไลด์ 4.5% จะผ่านเมื่อวัดได้ 4.05–4.95% และสารสกัดแห้งขมิ้นชันที่ระบุ 80.0% จะผ่านเมื่อวัดได้ 72.0–88.0% ฉลากต้องระบุปริมาณสารที่ใช้ควบคุมและวันหมดอายุ
ไม่ใช่ทุกพืชที่มีหัวข้อหาปริมาณ บทกระชายดำ (Kaempferia parviflora Wall. ex Baker) ใน THP 2021 ระบุว่าเหง้ามีน้ำมันหอมระเหยที่มีบอร์นีออล (Borneol) เป็นองค์ประกอบหลัก และมีฟลาโวนอยด์ มีการทดสอบเอกลักษณ์ ความชื้น เถ้า และสารที่สกัดได้ด้วยเอทานอลและน้ำ แต่ไม่มีหัวข้อหาปริมาณสารสำคัญ (Assay) ผู้ที่จะขายสารสกัดกระชายดำแบบระบุเปอร์เซ็นต์จึงต้องเลือก Marker และพัฒนาวิธีวิเคราะห์เอง พืชที่ยังไม่มีบทใน THP ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
เลือก Marker อย่างไร
รายงานของ EMA เรื่อง Marker สำหรับการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (2008) แบ่งสารที่ใช้ควบคุมคุณภาพเป็นสามระดับ คือ สารที่ทราบฤทธิ์แน่ชัด (Constituents with Known Therapeutic Activity) ซึ่งมีในพืชจำนวนน้อย Active Marker ที่ยอมรับว่ามีส่วนให้ผลแต่ไม่ทั้งหมด และ Analytical Marker ที่ใช้เพื่อการวิเคราะห์อย่างเดียว รายงานระบุว่าพืชส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าสารตัวใดเป็นตัวให้ฤทธิ์ และปัญหาของ Marker เช่น มีปริมาณต่ำมาก ไม่คงตัว ไม่เฉพาะกับพืชนั้น ไม่มีสารมาตรฐานขาย หรือใช้ได้ในวัตถุดิบแต่สูญเสียหรือถูกสารอื่นบดบังในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป จากหลักการในรายงานนี้ ลำดับการตัดสินใจคือ
- ถ้าพืชมีบทใน THP หรือตำรายาอื่นที่ระบุสารสำหรับหาปริมาณ ให้เริ่มจากสารนั้น
- ถ้าไม่มี เลือกสารที่มีหลักฐานว่าเกี่ยวกับฤทธิ์ที่ต้องการ และเป็นสารเฉพาะของพืชชนิดนั้น เพื่อใช้ตรวจการปลอมปนได้ด้วย
- ตรวจว่าสารนั้นมีปริมาณพอวัด คงตัวผ่านการสกัด การทำแห้ง และตลอดอายุผลิตภัณฑ์ และมีสารมาตรฐานอ้างอิง (Reference Standard) ให้ซื้อ
- ใช้ Marker ตัวเดียวกันตั้งแต่วัตถุดิบจนผลิตภัณฑ์หมดอายุ และกำหนดช่วงที่ยอมรับจากผลวิเคราะห์จริงของหลายล็อต
EMA ยังเขียนไว้ว่าการที่ Marker อยู่ในเกณฑ์ไม่ได้รับประกันว่าแต่ละล็อตเหมือนกัน งานของ Wohlmuth และคณะ (2014) ในวารสาร Phytomedicine วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ใบแปะก๊วยที่ขายปลีกในออสเตรเลียและเดนมาร์ก 8 รายการ พบหลักฐานว่า 3 รายการเติมฟลาโวนอลอิสระ (Flavonol Aglycones) และพบเจนิสทีน (Genistein) ซึ่งไม่มีในใบแปะก๊วย ผู้วิจัยชี้ว่าวิธีในตำรายาจับการปลอมปนนี้ไม่ได้ เพราะวัดฟลาโวนอลหลังการย่อยสลาย จึงแยกไม่ได้ว่ามาจากพืชหรือถูกเติมเข้าไป Marker ที่วัดง่ายแต่ไม่เฉพาะเจาะจงทำให้คุมตัวเลขได้ แต่คุมคุณภาพไม่ได้
วัดด้วยอะไร: HPLC, UV-Vis และลายพิมพ์โครมาโทกราฟี
โครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) แยกสารในสารสกัดออกจากกันแล้ววัดแต่ละตัวเทียบกับสารมาตรฐาน ในบทที่ยกมา THP ใช้วิธีนี้เมื่อ Marker เป็นสารเดี่ยว แต่ HPLC ไม่ใช่วิธีเดียว บทสารสกัดแห้งขมิ้นชันใช้การวัดการดูดกลืนแสง (UV-Vis Spectrophotometry) แล้วรายงานเคอร์คูมินอยด์ทั้งกลุ่มเป็นค่าเทียบเคอร์คูมิน
| วิธี | ใช้ทำอะไร | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| HPLC | หาปริมาณ Marker ที่เป็นสารเดี่ยว | ต้องมีสารมาตรฐานและวิธีที่ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว |
| UV-Vis | หาปริมาณรวมของสารกลุ่มเดียวกัน | แยกสารแต่ละตัวไม่ได้ สารอื่นที่ดูดกลืนแสงช่วงเดียวกันทำให้ค่าสูงเกินจริงได้ |
| ลายพิมพ์โครมาโทกราฟี (Fingerprint) | ยืนยันเอกลักษณ์ ตรวจการปลอมปน ติดตามความคงตัว | ต้องมีโครมาโทแกรมอ้างอิงจากล็อตที่ยอมรับ |
| ฟีนอลิกรวม (Folin–Ciocalteu) | ข้อมูลเสริม | ทำปฏิกิริยากับโปรตีน ไทออล และวิตามินซีด้วย |
ข้อจำกัดของวิธีฟีนอลิกรวมมาจากงานของ Everette และคณะ (2010) ที่ทดสอบสารมากกว่า 80 ชนิด ส่วนแนวทาง EMA เรื่องสเปกของยาสมุนไพร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3, 2022) ถือว่าสารสกัดทั้งก้อนคือสารออกฤทธิ์ จึงให้ใช้ลายพิมพ์โครมาโทกราฟีติดตามความคงตัว โดยลายพิมพ์ระหว่างอายุผลิตภัณฑ์ต้องใกล้เคียงกับตอนเริ่มต้น การวัด Marker ตัวเดียวแล้วสรุปว่าสารสกัดคงตัวจึงไม่พอ
พัฒนาและตรวจสอบความถูกต้องของวิธีวิเคราะห์ (Method Validation)
ถ้ามีวิธีในตำรามาตรฐานอยู่แล้ว ใช้วิธีนั้นได้ แต่ต้องผ่านเกณฑ์ความเหมาะสมของระบบ (System Suitability) ที่บทกำหนด เช่น บทสารสกัดแห้งฟ้าทะลายโจรกำหนดค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ์ของการฉีดซ้ำไม่เกิน 2.0% ถ้ายังไม่มีวิธีเผยแพร่ ต้องพัฒนาวิธีแล้วตรวจสอบตามแนวทาง ICH Q2(R2) (2023) ซึ่งกำหนดสิ่งที่ต้องแสดงสำหรับการหาปริมาณ
- ความจำเพาะ (Specificity) สารอื่นในสารสกัดต้องไม่รบกวนการวัด Marker
- ช่วงการวัดและความเป็นเส้นตรง (Range, Linearity) แนะนำอย่างน้อย 5 ความเข้มข้น ช่วงรายงานผลของการหาปริมาณยกตัวอย่างไว้ที่ 80–120% ของค่าที่ระบุ
- ความถูกต้อง (Accuracy) เติมสารที่รู้ปริมาณลงในตัวอย่าง (Spiking) แล้วดูว่าวัดคืนได้ใกล้ค่าจริงเพียงใด
- ความเที่ยง (Precision) วัดซ้ำอย่างน้อย 9 ครั้งครอบคลุมช่วงการวัด หรือ 6 ครั้งที่ความเข้มข้นทดสอบ และดูผลเมื่อเปลี่ยนวัน ผู้วิเคราะห์ หรือเครื่อง
- ความทนทาน (Robustness) ผลต้องไม่เปลี่ยนมากเมื่อสภาวะเปลี่ยนเล็กน้อย
ICH Q2(R2) ยังระบุว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอาจต้องตรวจสอบซ้ำบางส่วนหรือทั้งหมด และเมื่อย้ายวิธีไปห้องปฏิบัติการอื่นต้องตรวจสอบซ้ำหรือวิเคราะห์ตัวอย่างเทียบกัน การเปลี่ยนที่ควรทบทวนวิธี เช่น เปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ เปลี่ยนตัวทำละลาย หรือเริ่มวัด Marker ในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีสารอื่นปน
สเปกและ COA: เอกสารที่ต้องมี
สารสกัดมาตรฐานมาพร้อมเอกสารหลักสองชุด ชุดแรกคือสเปก (Specification) ซึ่ง EMA นิยามว่าเป็นรายการทดสอบ วิธีวิเคราะห์ และเกณฑ์ยอมรับที่สารต้องผ่านจึงจะใช้ตามวัตถุประสงค์ได้ สำหรับสารสกัด สเปกควรครอบคลุมนิยามของสารสกัด (อัตราส่วนพืชต่อสารสกัดและตัวทำละลาย) Marker และสิ่งปนเปื้อน ได้แก่ โลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง สารพิษจากเชื้อรา จุลินทรีย์ และตัวทำละลายตกค้าง
ชุดที่สองคือ COA ซึ่ง WHO อธิบายว่าแสดงผลทดสอบของตัวอย่าง เกณฑ์ที่ใช้ และข้อสรุปว่าผ่านสเปกหรือไม่ และมักออกให้ทุกล็อต แบบฟอร์มตัวอย่างของ WHO (2018) ระบุข้อมูลที่ควรมี เช่น ห้องปฏิบัติการที่ออก เลขล็อต วันผลิต วันหมดอายุหรือวันตรวจซ้ำ ผู้ผลิตตัวจริง วิธีทดสอบที่อ้างอิง ผลเป็นตัวเลขเมื่อทำได้ และลายมือชื่อผู้อนุมัติ ถ้าซื้อผ่านผู้ค้าคนกลาง ต้องแนบ COA ฉบับของผู้ผลิตมาด้วย
| เอกสาร | ตอบคำถามอะไร | ออกเมื่อไร |
|---|---|---|
| สเปก (Specification) | สารสกัดนี้ต้องผ่านเกณฑ์อะไร วัดด้วยวิธีไหน | ต่อผลิตภัณฑ์ แก้เมื่อกระบวนการหรือวิธีเปลี่ยน |
| COA | ล็อตนี้วัดได้เท่าไรและผ่านหรือไม่ | ทุกล็อต |
| SDS (ชื่อเดิม MSDS) | สารนี้มีอันตรายอะไรและจัดการอย่างไร (รูปแบบ 16 หัวข้อ) ไม่ใช่เอกสารคุณภาพ | ต่อสาร |
เรื่องตัวทำละลายตกค้าง แนวทาง ICH Q3C(R9) ซึ่งเขียนสำหรับยา จัดเอทานอลและอะซีโตนไว้ในกลุ่มพิษต่ำ (Class 3) ที่ยอมรับได้ถึง 0.5% โดยไม่ต้องให้เหตุผลเพิ่ม ส่วนเมทานอลและเฮกเซนอยู่ในกลุ่มที่ต้องจำกัด (Class 2) ที่ 3,000 และ 290 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ตามลำดับ สำหรับอาหารเสริมและเครื่องสำอาง เกณฑ์ขึ้นกับกฎหมายของประเทศที่ขายและข้อตกลงกับผู้ซื้อ
อ่าน COA ให้เป็น: จุดที่ทำให้ตัวเลขไม่ตรงกัน
- ฐานแห้งกับฐานตามสภาพจริง บทสารสกัดแห้งใน THP คำนวณ Marker บนฐานแห้ง (Dried Basis) ขณะที่โรงงานปลายทางชั่งผงที่มีความชื้นอยู่ สารสกัดแห้งฟ้าทะลายโจรที่มีแอนโดรกราโฟไลด์ 4.5% บนฐานแห้งและมีน้ำหนักหายเมื่อทำแห้ง 5.0% ซึ่งเป็นเพดานของบทนี้ จะวัดตามสภาพจริงได้ราว 4.3% (4.5 × 0.95) ให้แปลงฐานให้ตรงกันก่อนสรุปผล
- วิธีวัดต่างกัน ค่าเคอร์คูมินอยด์รวมจาก UV-Vis กับผลรวมของสารแต่ละตัวจาก HPLC วัดคนละสิ่ง จึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน สเปกควรระบุวิธีที่ใช้ตัดสิน
- COA ที่มีแต่คำว่าผ่าน COA ที่เขียนแค่ Pass หรือ Conforms ในรายการที่วัดเป็นตัวเลขได้ ทำให้คุณดูแนวโน้มระหว่างล็อตไม่ได้ และไม่รู้ว่าค่าชิดขอบเกณฑ์หรือไม่
- อัตราส่วน 10:1 ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์สารสำคัญ อัตราส่วนพืชต่อสารสกัด (Drug Extract Ratio, DER) บอกว่าใช้พืชแห้งกี่ส่วนได้สารสกัดหนึ่งส่วน ไม่ได้บอกปริมาณสารสำคัญ ตัวอย่างสารสกัดใบแปะก๊วยในแนวทาง EMA มีอัตราส่วนเป็นช่วงกว้าง 35–67:1 ขณะที่คุมฟลาโวนอยด์ไว้ที่ 22.0–27.0% สิ่งที่คุมคือ Marker ไม่ใช่อัตราส่วน
สำหรับผู้ซื้อสารสกัด: เช็กลิสต์ก่อนสั่ง
- ขอสเปกที่ระบุชื่อ Marker ช่วงที่ยอมรับ ฐานการคำนวณ และวิธีวิเคราะห์ ถ้าพืชมีบทใน THP ให้เทียบกับบทนั้น
- ขอ COA ของล็อตที่จะส่งมอบจริง (ตรวจเลขล็อต) และขอตัวอย่างจากล็อตเดียวกันมาทดลองในสูตรของคุณ เมื่อเป็นซัพพลายเออร์ใหม่ให้ส่งวิเคราะห์ Marker ซ้ำที่ห้องปฏิบัติการอิสระ
- คำนวณปริมาณต่อหน่วยบริโภคจากค่าขั้นต่ำตามสเปก ไม่ใช่จากค่าที่สูงในล็อตตัวอย่าง วิธีคิดอยู่ใน พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดสู่แคปซูล
- ตรวจว่า Marker ยังวัดได้ในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปตลอดอายุ สำหรับยาสมุนไพร แนวทาง EMA ยอมให้ค่า Marker เปลี่ยนจากค่าเริ่มต้นได้ ±5% และขยายถึง ±10% เมื่อมีเหตุผล ใช้เป็นกรอบอ้างอิงได้
- เขียนในสัญญาว่าใช้วิธีวิเคราะห์ใดตัดสินเมื่อผลไม่ตรงกัน
สเปกสารสำคัญเป็นเรื่องคุณภาพและความสม่ำเสมอ ไม่ใช่หลักฐานว่าผลิตภัณฑ์มีผลต่อร่างกาย คำกล่าวอ้างบนฉลากและโฆษณายังต้องผ่านการพิจารณาของ อย. ดู พิสูจน์คำกล่าวอ้างให้ผ่าน อย.
ควบคุมคุณภาพสารสกัดของคุณ
การควบคุม Marker เริ่มจากกระบวนการสกัดที่ทำซ้ำได้ Herbal Extract Workshop เรียนสองวันในห้องปฏิบัติการของ K-API รับไม่เกิน 10 คน ฝึกเลือกตัวทำละลาย เตรียมวัตถุดิบ หมักสกัด และระเหยจนได้สารสกัดเข้มข้น สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาวิธีวิเคราะห์เฉพาะ TIBD และห้องปฏิบัติการพันธมิตรรับงานพัฒนาและตรวจสอบความถูกต้องของวิธี
คำถามที่พบบ่อย
Marker ต้องเป็นสารที่ออกฤทธิ์ไหม
ควรเป็นถ้าทำได้ แนวทางของ EMA ให้หาปริมาณสารที่ทราบฤทธิ์แน่ชัดก่อน ถ้าไม่มีให้ใช้ Active Marker ที่ยอมรับว่ามีส่วนให้ผล และถ้าไม่มีทั้งสองอย่างจึงใช้ Analytical Marker ที่วัดได้เฉพาะเจาะจง พืชส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าสารตัวใดเป็นตัวให้ฤทธิ์ จึงต้องระบุในสเปกให้ชัดว่า Marker คืออะไร วัดด้วยวิธีไหน และเลือกเพราะอะไร
ต้องใช้ HPLC เสมอไหม
ไม่เสมอ HPLC เหมาะเมื่อ Marker เป็นสารเดี่ยว เช่น ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยใช้ HPLC หาแอนโดรกราโฟไลด์ในสารสกัดแห้งฟ้าทะลายโจร แต่บทสารสกัดแห้งขมิ้นชันใช้ UV-Vis วัดเคอร์คูมินอยด์ทั้งกลุ่ม ส่วนการวัดฟีนอลิกรวมด้วยวิธี Folin–Ciocalteu ทำปฏิกิริยากับสารกลุ่มอื่นด้วย จึงใช้เป็นข้อมูลเสริมได้แต่ไม่ควรใช้แทนการหาปริมาณ Marker สิ่งสำคัญคือระบุวิธีในสเปก และใช้วิธีเดียวกันเมื่อเทียบผล
ต้องวิเคราะห์ทุกล็อตไหม
ถ้าจะขายเป็นสารสกัดมาตรฐาน ควรหาปริมาณ Marker ทุกล็อตและออก COA ของล็อตนั้น ซึ่ง WHO ระบุว่า COA มักออกให้แต่ละล็อต สำหรับบางรายการ เช่น สิ่งปนเปื้อนบางกลุ่ม แนวทาง EMA ยอมให้ตรวจเป็นระยะแทนการตรวจทุกล็อตได้เมื่อมีข้อมูลหลายล็อตและการประเมินความเสี่ยงรองรับ ค่าวิเคราะห์จึงเป็นต้นทุนที่ต้องรวมในราคา
COA คืออะไร ต่างจาก MSDS อย่างไร
COA (Certificate of Analysis) หรือใบรับรองผลวิเคราะห์ แสดงรายการทดสอบ เกณฑ์ยอมรับ ผลที่วัดได้ และข้อสรุปว่าล็อตนั้นผ่านสเปกหรือไม่ ส่วน SDS ซึ่งเดิมเรียก MSDS เป็นเอกสารความปลอดภัยแบบ 16 หัวข้อ บอกอันตรายและวิธีจัดการสาร ไม่ได้บอกคุณภาพของล็อต ผู้ซื้อควรได้ทั้งสองเอกสาร แต่ใช้ตอบคนละคำถาม
สารสกัด 10:1 ดีกว่า 5:1 ไหม
ตัดสินจากอัตราส่วนอย่างเดียวไม่ได้ อัตราส่วนพืชต่อสารสกัด (DER) บอกว่าใช้พืชกี่ส่วนได้สารสกัดหนึ่งส่วน แต่ไม่บอกปริมาณสารสำคัญ ซึ่งขึ้นกับวัตถุดิบ ตัวทำละลาย และการเติมสารช่วย ให้เทียบที่ปริมาณ Marker วิธีวิเคราะห์ และฐานการคำนวณแทน
ทำไมผลที่เราวัดได้ไม่ตรงกับ COA ของผู้ขาย
ให้ตรวจสี่เรื่องก่อน คือ คำนวณคนละฐานหรือไม่ (ฐานแห้งกับตามสภาพจริง) ใช้วิธีวัดต่างกันหรือไม่ (เช่น UV-Vis กับ HPLC) ใช้สารมาตรฐานต่างกันหรือไม่ และตัวอย่างมาจากล็อตเดียวกันหรือไม่ แล้วตกลงวิธีตัดสินไว้ในสัญญาซื้อขาย
แหล่งอ้างอิง
- ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 2021 (THP 2021) — สารสกัดแห้งขมิ้นชัน (Turmeric Dry Extract) หน้า 188–189, สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
- ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 2021 ฉบับเพิ่มเติม 2023 — สารสกัดแห้งฟ้าทะลายโจร (Andrographis Dry Extract) หน้า 11–12, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
- ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 2021 — ภาคผนวก 1.16H Dosage Forms of Herbal Drugs หัวข้อ Extracts หน้า 857–862, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
- EMA/HMPC. Reflection paper on markers used for quantitative and qualitative analysis of herbal medicinal products and traditional herbal medicinal products (EMEA/HMPC/253629/2007, 2008)
- EMA. Guideline on specifications: test procedures and acceptance criteria for herbal substances, herbal preparations and herbal medicinal products (EMA/HMPC/CHMP/CVMP/162241/2005 Rev. 3, 2022)
- EMA. Guideline on declaration of herbal substances and herbal preparations in herbal medicinal products (EMA/HMPC/CHMP/CVMP/287539/2005 Rev.1, 2010)
- ICH Q2(R2) Validation of Analytical Procedures (adopted 1 November 2023)
- WHO Technical Report Series No. 1010 (2018), Annex 4: Model certificate of analysis
บันทึกจากวิทยากรในเครือข่าย TIBD · VISBIO · K-API ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะผลิตภัณฑ์ของท่าน · อัปเดต 2026-09-28
บทความที่เกี่ยวข้อง
2026-09-25เทรนด์เวชสำอาง (Cosmeceutical) และการเลือกสารออกฤทธิ์: ดูหลักฐานก่อนดูกระแส
สารออกฤทธิ์ที่กำลังดังไม่ได้แปลว่าเหมาะกับแบรนด์คุณ บทความนี้เสนอวิธีอ่านเทรนด์เวชสำอางผ่านสี่คำถามเรื่องหลักฐาน ความเข้ากันได้ กฎหมาย และต้นทุน ก่อนใส่สารใดลงสูตร
2026-09-24อ่านสูตรเครื่องสำอาง (Cosmetic Formula) ให้ออก: เฟส สัดส่วน หน้าที่ของสารแต่ละกลุ่ม และคำถามที่ควรถามโรงงาน
เจ้าของแบรนด์ไม่ต้องตั้งสูตรเอง แต่ต้องอ่านสูตรออก บทความนี้อธิบายโครงสร้างสูตรเครื่องสำอางเป็นเฟส หน้าที่ของสารแต่ละกลุ่ม ความหมายของสัดส่วน และคำถามที่ทำให้โรงงานรู้ว่าคุณอ่านออก
2026-09-23พัฒนาผลิตภัณฑ์โพรไบโอติก (Probiotic): สายพันธุ์ จำนวนเชื้อมีชีวิต ความคงตัว และคำที่พูดได้
โพรไบโอติกต่างจากสารสกัดตรงที่เป็นสิ่งมีชีวิต สินค้าต้องมีเชื้อมีชีวิตในจำนวนที่กำหนดจนถึงวันหมดอายุ บทความนี้อธิบายการเลือกสายพันธุ์ การรักษาจำนวนเชื้อ และขอบเขตของคำที่พูดได้