เจ้าของแบรนด์อาหารเสริมและเครื่องสำอางแทบทุกรายเคยเจอปัญหาเดียวกัน คือเขียนข้อความบนฉลากหรือโฆษณาแล้วถูกตีกลับ ทั้งที่รู้สึกว่าสินค้าทำได้จริง ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่สินค้า แต่อยู่ที่ระยะห่างระหว่างคำที่ใช้กับหลักฐานที่มี คำกล่าวอ้าง (Claim) แต่ละแบบต้องการหลักฐานคนละระดับ และการพิสูจน์คำกล่าวอ้าง (Claim Substantiation) คือการทำให้สองสิ่งนี้ตรงกัน
บทความนี้เขียนสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเขียนข้อความให้ขายได้และผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยไม่ต้องแก้หลายรอบ เนื้อหาเน้นหลักการที่ใช้ได้กับทั้งอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง โดยไม่ลงรายละเอียดข้อกฎหมายรายฉบับ เพราะประกาศมีการปรับปรุงอยู่เสมอ และควรตรวจสอบฉบับล่าสุดกับหน่วยงานหรือที่ปรึกษาก่อนใช้จริง
คำกล่าวอ้างมีกี่ระดับ
วิธีที่ใช้ได้จริงคือมองคำกล่าวอ้างเป็นบันได ยิ่งสูงยิ่งต้องการหลักฐานมาก ขั้นล่างสุดคือคำกล่าวอ้างเชิงองค์ประกอบ เช่น มีสารสกัดชนิดใด ปริมาณเท่าไร ไม่มีน้ำตาล หรือมีวิตามินซี หลักฐานที่ต้องมีคือผลวิเคราะห์ว่าสินค้ามีสิ่งนั้นจริงในปริมาณที่ระบุ
ขั้นถัดมาคือคำกล่าวอ้างเชิงหน้าที่ของสารอาหารหรือสารสำคัญ เช่น สารนี้มีส่วนช่วยในกระบวนการใดของร่างกาย หลักฐานคือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับเกี่ยวกับสารนั้น ประกอบกับปริมาณในสินค้าที่ถึงระดับที่มีความหมาย ขั้นสูงขึ้นคือคำกล่าวอ้างที่บอกผลลัพธ์ต่อผู้ใช้ เช่น ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น หรือช่วยลดริ้วรอย หลักฐานที่ต้องการคือผลทดสอบกับสินค้าจริงในอาสาสมัคร ขั้นสูงสุดคือคำกล่าวอ้างที่เกี่ยวกับโรค การรักษา หรือการป้องกัน ซึ่งโดยหลักไม่อนุญาตสำหรับอาหารและเครื่องสำอาง และเป็นเรื่องของยา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือใช้คำระดับสูงโดยมีหลักฐานระดับต่ำ เช่น มีผลวิเคราะห์ว่ามีสารสกัด แต่เขียนข้อความบอกผลลัพธ์ต่อผิว หรือมีงานวิจัยของสารในหลอดทดลอง แต่เขียนเหมือนพิสูจน์ในคนแล้ว
หลักฐานแบบไหนใช้ประกอบคำกล่าวอ้างได้
หลักฐานที่ใช้ประกอบมีหลายรูปแบบและมีน้ำหนักต่างกัน ผลวิเคราะห์องค์ประกอบจากห้องปฏิบัติการใช้ยืนยันว่ามีอะไรอยู่ในสินค้า ผลทดสอบในหลอดทดลอง (In-vitro) หรือในเซลล์แสดงกลไกการทำงานของสารหรือสูตร ผลทดสอบในเนื้อเยื่อ (Ex-vivo) ให้ข้อมูลใกล้สภาพจริงขึ้น ผลทดสอบในอาสาสมัคร (Clinical) แสดงผลลัพธ์ในผู้ใช้จริงและเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมากที่สุดสำหรับคำกล่าวอ้างที่บอกผลลัพธ์
สิ่งที่ห้องปฏิบัติการที่ดีจะทำคือถามก่อนว่าคุณต้องการกล่าวอ้างอะไร แล้วออกแบบการทดสอบให้ได้หลักฐานที่ตรงกับคำนั้น ไม่ใช่ทดสอบทุกอย่างแล้วค่อยหาคำมาใส่ทีหลัง การเริ่มจากคำที่อยากใช้ทำให้เลือกการทดสอบที่จำเป็นขั้นต่ำได้ และไม่จ่ายเงินทดสอบในสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้ข้อความผ่าน ทีมทดสอบของ VISBIO ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการพันธมิตรของ Academy ทำงานด้วยหลักการนี้
คำที่มักถูกตีกลับ และวิธีเขียนใหม่
ข้อความที่มักมีปัญหาแบ่งได้เป็นสี่กลุ่ม กลุ่มแรกคือคำที่สื่อถึงโรคหรือการรักษา แม้จะเขียนอ้อม เช่น ใช้ชื่ออาการหรือคำที่ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นการรักษา กลุ่มที่สองคือคำที่รับประกันผลลัพธ์ เช่น เห็นผลแน่นอน หายขาด หรือระบุตัวเลขผลลัพธ์โดยไม่มีที่มา กลุ่มที่สามคือคำเปรียบเทียบที่พิสูจน์ไม่ได้ เช่น ดีที่สุด หรืออันดับหนึ่ง โดยไม่มีข้อมูลรองรับ กลุ่มที่สี่คือการใช้หลักฐานของสารมาอ้างเป็นผลของสินค้า ทั้งที่ปริมาณหรือรูปแบบต่างกัน
วิธีเขียนใหม่ที่ใช้ได้จริงคือถอยกลับมาที่หลักฐานที่มี แล้วเขียนให้ตรงกับหลักฐานนั้น ถ้ามีผลวิเคราะห์องค์ประกอบ ให้พูดถึงองค์ประกอบ ถ้ามีงานวิจัยของสารในระดับที่ยอมรับ ให้พูดถึงหน้าที่ของสารในกรอบที่หลักฐานรองรับ ถ้าต้องการพูดถึงผลลัพธ์ต่อผู้ใช้ ให้วางแผนทดสอบในอาสาสมัครก่อน แล้วค่อยเขียนตามผลที่ได้ การเขียนแบบนี้อาจดูระมัดระวังกว่าคู่แข่งบางราย แต่เป็นข้อความที่ใช้ได้ยาวและไม่ต้องถอนโฆษณาภายหลัง
เตรียมเอกสารอย่างไรให้พิจารณาง่าย
ชุดเอกสารที่ดีจับคู่ข้อความแต่ละประโยคกับหลักฐานที่รองรับอย่างชัดเจน ระบุว่าหลักฐานชิ้นไหนรองรับข้อความไหน ปริมาณสารในสินค้าเทียบกับที่ใช้ในหลักฐานเป็นอย่างไร และวิธีทดสอบเป็นวิธีที่ยอมรับได้หรือไม่ การส่งงานวิจัยกองใหญ่โดยไม่ระบุความเชื่อมโยงทำให้ผู้พิจารณาต้องเดา และมักจบด้วยการขอข้อมูลเพิ่ม
สิ่งที่ควรทำตั้งแต่ขั้นพัฒนาสินค้าคือกำหนดคำกล่าวอ้างเป้าหมายไว้ก่อน แล้วออกแบบสูตรให้มีปริมาณสารที่รองรับคำนั้น และวางแผนทดสอบให้เสร็จก่อนออกแบบฉลาก ลำดับนี้ประหยัดทั้งเวลาและเงินมากกว่าการทำสินค้าเสร็จแล้วค่อยหาว่าจะพูดอะไรได้
ตัวอย่าง: สินค้าเดียวกัน เขียนได้สามระดับ
สมมติสินค้าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารสกัดขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบหลัก ระดับแรกที่เขียนได้ด้วยผลวิเคราะห์องค์ประกอบคือการระบุว่ามีสารสกัดขมิ้นชันในปริมาณเท่าใดต่อหน่วยบริโภค และมีสารสำคัญกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ในระดับที่วิเคราะห์ได้ ข้อความระดับนี้ตรวจสอบได้ตรงไปตรงมาและไม่ค่อยมีปัญหา
ระดับที่สองคือการพูดถึงหน้าที่ของสารในกรอบที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับรองรับ และเป็นไปตามเงื่อนไขที่หน่วยงานกำหนดสำหรับคำกล่าวอ้างประเภทนั้น ข้อความระดับนี้ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการบอกผลลัพธ์ต่อผู้ใช้โดยไม่มีการทดสอบสินค้าจริง ระดับที่สามคือการบอกผลลัพธ์ที่ผู้ใช้จะได้รับ ซึ่งต้องมีการทดสอบสินค้านี้ในอาสาสมัครรองรับ และข้อความต้องตรงกับสิ่งที่วัดได้จริงในการทดสอบนั้น ไม่ขยายไปถึงผลที่ไม่ได้วัด
สิ่งที่ทีมวิทยากรเห็นบ่อยคือแบรนด์มีหลักฐานระดับหนึ่ง แต่ทีมการตลาดเขียนข้อความระดับสาม การนั่งไล่ทีละประโยคกับหลักฐานที่มีจึงเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนส่งเอกสารทุกครั้ง
สื่อโฆษณาและโซเชียลอยู่ภายใต้หลักการเดียวกัน
ข้อความบนฉลากผ่านการพิจารณาแล้ว ไม่ได้แปลว่าข้อความในโฆษณาหรือโพสต์ของผู้มีอิทธิพลจะใช้ได้โดยอัตโนมัติ สื่อทุกช่องทางที่แบรนด์ควบคุมหรือว่าจ้างอยู่ภายใต้หลักการเดียวกัน คือคำต้องไม่เกินหลักฐาน แบรนด์จึงควรมีชุดข้อความที่ผ่านการตรวจแล้วส่งให้ทีมการตลาดและพันธมิตรใช้ แทนการปล่อยให้แต่ละคนเขียนเอง
ฝึกกับสูตรจริง
สองหลักสูตรที่เปิดอยู่ฝึกเรื่องคำกล่าวอ้างกับสูตรจริง Energy Drink Formulas มีหัวข้อเลือกสารออกฤทธิ์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งปริมาณที่กำหนดและคำกล่าวอ้าง ส่วน Liposome & Smart Delivery มีหัวข้อการนำจุดเด่นเรื่องการนำส่งสารไปยังเป้าหมาย (Targeted Delivery) ไปใช้ในการตลาด ทั้งสองหลักสูตรเรียนหนึ่งวัน รับไม่เกิน 10 คน ผู้ที่ต้องการวางแผนทดสอบเพื่อรองรับคำกล่าวอ้างของสินค้าตัวเอง ทีม VISBIO รับออกแบบแผนและทำการทดสอบ
Frequently asked questions
มีผลทดสอบในหลอดทดลองแล้ว ใช้กล่าวอ้างผลต่อผู้บริโภคได้ไหม
ผลในหลอดทดลอง (In-vitro) แสดงกลไกของสารได้ แต่โดยทั่วไปไม่เพียงพอสำหรับคำกล่าวอ้างที่บอกผลลัพธ์ต่อร่างกายหรือผิวของผู้ใช้จริง คำกล่าวอ้างระดับนั้นมักต้องการข้อมูลจากการทดสอบในอาสาสมัคร คำที่ใช้ต้องไม่ไปไกลกว่าหลักฐานที่มี
ใช้งานวิจัยของสารสำคัญที่ตีพิมพ์แล้วแทนการทดสอบสินค้าเองได้ไหม
งานวิจัยของสารสำคัญเป็นหลักฐานสนับสนุนได้ในบางกรณี แต่ต้องพิจารณาว่าปริมาณสารในสินค้าของคุณเทียบเท่ากับที่ใช้ในงานวิจัยหรือไม่ รูปแบบผลิตภัณฑ์เหมือนกันหรือไม่ และหน่วยงานกำกับดูแลยอมรับการอ้างอิงลักษณะนั้นสำหรับประเภทคำกล่าวอ้างของคุณหรือไม่
ทำไมข้อความที่คู่แข่งใช้ได้ แต่ของเราถูกตีกลับ
หน่วยงานพิจารณาข้อความประกอบกับหลักฐานของแต่ละราย และประกอบกับบริบทของสินค้า การที่ข้อความหนึ่งปรากฏในตลาดไม่ได้แปลว่าผ่านการอนุญาต หรือไม่ได้แปลว่าคุณจะใช้ได้โดยไม่มีหลักฐานของตัวเอง
Sources
Instructor notes from the TIBD · VISBIO · K-API network. Not a substitute for regulatory advice on your specific product. · Updated 2026-09-28
Related articles
2026-09-25Cosmeceutical trends and active selection: read the evidence before you follow the trend
A trending active is not automatically right for your brand. Four questions on evidence, compatibility, regulation and cost to ask before any ingredient goes into a formula.
2026-09-24How to read a cosmetic formula: phases, percentages, what each ingredient group does, and what to ask your factory
A brand owner need not formulate, but must be able to read a formula. The phase structure, what each ingredient group does, what the percentages mean, and the questions that show a factory you can read it.
2026-09-23Developing a probiotic product: strain, viable count, stability and what you can claim
Probiotics are alive, unlike extracts. The product must hold a defined number of viable cells to the expiry date. Choosing a strain, keeping the count, and the limits of what you can claim.