ArticlesHealth & Wellness Hub2026-09-2012 min read

Choosing the right extraction method for your active: solvents, yield and cost per kilogram of extract

Pick an extraction method by what the target compound dissolves in, which solvents the end product allows, and cost per gram of active, not per kilo of extract.

This article is available in Thai only. An English edition is not published yet — read it in Thai, or browse the courses in English.

วิธีสกัด (Extraction) ที่เหมาะกับสารสำคัญตัดสินได้จากสามคำถาม คือ สารเป้าหมายละลายในอะไรและทนร้อนแค่ไหน สินค้าปลายทางเป็นอาหาร เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งกำหนดตัวทำละลายที่ใช้ได้ และต้นทุนต่อกรัมของสารสำคัญที่ได้ ไม่ใช่ต่อกิโลกรัมของสารสกัด สารสกัด (Extract) จากพืชชนิดเดียวกันจึงไม่ได้เหมือนกัน วิธีสกัดที่ต่างกันดึงสารคนละกลุ่มออกมา ให้สี กลิ่น ความคงตัว และต้นทุนต่อกิโลกรัมต่างกันมาก จึงต้องเลือกวิธีอย่างมีหลักการ ไม่ใช่เลือกวิธีที่โรงงานใกล้บ้านมี

ข้อมูลในบทความอ้างอิงแนวทางการแปรรูปสมุนไพรขององค์การอนามัยโลก (WHO) ฉบับปี 2018 ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia, THP) และประกาศกระทรวงสาธารณสุข

เริ่มจากสารเป้าหมาย ไม่ใช่จากเครื่อง

คำถามแรกคือสารเป้าหมายมีขั้วแค่ไหน สารที่มีขั้วสูงละลายในน้ำได้ดี สารที่มีขั้วต่ำละลายในน้ำมันหรือตัวทำละลายอินทรีย์ และสารจำนวนมากอยู่ระหว่างกลาง WHO เรียกหลักนี้ว่า "สารที่คล้ายกันละลายกัน" (Like Dissolves Like) ตัวทำละลายไม่มีขั้วอย่างเฮกเซนดึงกรดไขมันและสเตอรอลออกมา สารขั้วปานกลางอย่างฟลาโวนอยด์ในรูปที่ไม่จับกับน้ำตาล (Aglycone) ไปอยู่ในเอทิลแอซีเทต ส่วนไกลโคไซด์และพอลิฟีนอลไปอยู่ในบิวทานอลหรือน้ำ WHO ระบุด้วยว่าเอทานอลผสมน้ำ 50–80% สกัดสารอินทรีย์ส่วนใหญ่ในพืชได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้บ่อย

คำถามต่อมาคือสารทนร้อนหรือไม่ WHO แนะนำให้สกัดต่ำกว่า 40 °C เว้นแต่มีหลักฐานว่าใช้อุณหภูมิสูงกว่าได้ และถ้าสารระเหยได้อย่างน้ำมันหอมระเหย วิธีหลักคือการกลั่น ตารางจาก THP ฉบับ 2021 เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของสารที่ละลายออกมาได้ต่อน้ำหนักวัตถุดิบ ไม่ใช่ผลผลิตของโรงงาน แต่ชี้ว่าพืชแต่ละชนิดตอบสนองต่อตัวทำละลายต่างกัน

สมุนไพรสารที่ตำราระบุละลายในน้ำ (ไม่น้อยกว่า)ละลายในเอทานอล (ไม่น้อยกว่า)อ่านผลอย่างไร
กระเจี๊ยบแดงแอนโทไซยานิน กรดอินทรีย์45.0%7.0%เกณฑ์ฝั่งน้ำสูงกว่าราว 6 เท่า
กระชายดำ (เหง้า)น้ำมันหอมระเหย ฟลาโวนอยด์ แอนโทไซยานิน17.0%8.0%น้ำดึงเนื้อสารได้มากกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าได้สารมาร์กเกอร์มากกว่า
ขมิ้นชันน้ำมันหอมระเหย (ไม่น้อยกว่า 6.0% v/w) และเคอร์คูมินอยด์9.0%10.0%น้ำมันหอมระเหยได้จากการกลั่น ส่วนสารสกัดแห้งในตำราเตรียมด้วยเอทานอล

การสกัดสมุนไพรมีกี่วิธี และแต่ละวิธีเหมาะกับอะไร

การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent Extraction) ตามนิยามของ WHO คือการแยกสารที่ละลายได้ออกจากเนื้อเยื่อพืชส่วนที่ไม่ละลาย ด้วยตัวทำละลายที่เลือกให้เหมาะ WHO แบ่งวิธีดั้งเดิมเป็นหมักสกัด (Maceration) หมักอุ่น (Digestion) ชง (Infusion) ต้ม (Decoction) และซึมผ่าน (Percolation) ซึ่งรวมการสกัดต่อเนื่องแบบซอกซ์เลต (Soxhlet) และมีวิธีที่ใหม่กว่าตามตารางนี้

วิธีหลักการเหมาะกับข้อจำกัด
หมักสกัด / หมักอุ่นแช่ผงพืชในตัวทำละลาย เขย่าเป็นระยะ กรอง บีบกาก หมักซ้ำได้ หมักอุ่นคือให้ความร้อนอ่อน ๆ ร่วมด้วยสารไม่ทนร้อน อุปกรณ์ไม่ซับซ้อนจะสกัดให้หมดต้องใช้เวลานานและตัวทำละลายมาก
ชง / ต้มชงคือราดน้ำเดือดแล้วแช่ราว 5–20 นาที ต้มคือต้มในน้ำสารละลายน้ำ การต้มใช้กับสารที่ทนร้อนได้ของเหลวเจือจาง สารไวความร้อนเสื่อม
ซึมผ่าน (Percolation)เติมตัวทำละลายใหม่ให้ไหลผ่านชั้นผงพืชต่อเนื่องสกัดให้หมด ใช้ได้ทั้งขั้นทดลองและขนาดใหญ่ต้องคุมอัตราไหลและอุณหภูมิ
ซอกซ์เลต (Soxhlet)ตัวทำละลายที่จุดเดือดไหลผ่านผงพืชวนซ้ำ ปกติ 50–60 รอบสารทนร้อน ใช้ตัวทำละลายน้อยกว่าการซึมผ่านร้อนตลอดเวลา สารไวร้อนอาจเสียหรือเกิดสารแปลกปลอม
คลื่นเสียง / ไมโครเวฟช่วยคลื่นเสียงทำให้ผนังเซลล์แตก ไมโครเวฟให้ความร้อนลดเวลาและตัวทำละลาย งานทดลองปริมาณน้อยWHO ระบุว่ายังไม่ค่อยใช้กับการสกัดขนาดใหญ่
ของไหลเหนือวิกฤตใช้คาร์บอนไดออกไซด์เหนือจุดวิกฤต ปรับด้วยอุณหภูมิ ความดัน หรือเติมเอทานอลสารขั้วต่ำ เช่น แคโรทีนอยด์ กรดไขมัน สารให้กลิ่นเงินลงทุนเริ่มต้นสูง
กลั่นด้วยน้ำหรือไอน้ำไอน้ำพาน้ำมันออกจากพืช ควบแน่นแล้วน้ำมันแยกชั้นจากน้ำน้ำมันหอมระเหยน้ำมันที่สลายตัวระหว่างกลั่นต้องใช้วิธีอื่น

ส่วนคำถาม "การสกัดสมุนไพรด้วยการต้ม" คำตอบคือต้มได้เมื่อสารเป้าหมายละลายน้ำและทนร้อน ถ้าไม่ใช่ การต้มนานขึ้นก็ไม่ช่วย

ตัวทำละลายแต่ละชนิด: น้ำ เอทานอล น้ำมัน เฮกเซน และคาร์บอนไดออกไซด์

น้ำ เหมาะกับสารที่ละลายน้ำ ปลอดภัย ต้นทุนต่ำ ไม่มีปัญหาตัวทำละลายตกค้าง แต่ดึงสารที่ไม่ละลายน้ำไม่ได้ และสารสกัดน้ำเน่าเสียง่าย จึงต้องทำให้เข้มข้นหรืออบแห้งเร็ว WHO ระบุว่าสารสกัดแห้งอาจเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อน้อยกว่าสารสกัดเหลว

เอทานอลหรือเอทานอลผสมน้ำ ยืดหยุ่นมาก ปรับสัดส่วนเพื่อเลือกกลุ่มสารได้ WHO จัดเอทานอลเป็นตัวทำละลายความเป็นพิษต่ำ (กลุ่ม 3 ตามแนวทาง ICH Q3C) และให้ใช้แทนเมทานอลซึ่งเป็นพิษมากกว่า ข้อควรระวังคือไวไฟ บัตรข้อมูลความปลอดภัยสารเคมีระหว่างประเทศ (ICSC) ระบุจุดวาบไฟของเอทานอลไว้ที่ 12 °C

น้ำมันพืชและกลีเซอรีน ใช้แช่สมุนไพร งานทบทวนของ Chemat และคณะ (2012) ระบุว่ากลีเซอรีนใช้หมักสมุนไพรกันทั่วไปในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ข้อจำกัดคือระเหยออกไม่ได้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของสารสกัด

เฮกเซน ไม่มีขั้ว ใช้สกัดน้ำมัน แต่มีจุดวาบไฟ −22 °C ตาม ICSC และ ICH Q3C จัดเป็นกลุ่ม 2 ที่ต้องจำกัดปริมาณ (290 ppm ในผลิตภัณฑ์ยา) จึงต้องไล่ออกให้ต่ำกว่าเกณฑ์และตรวจยืนยันทุกล็อต

คาร์บอนไดออกไซด์เหนือวิกฤต (Supercritical CO2) สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ (NIST) ระบุจุดวิกฤตของคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ราว 31 °C และ 73.8 บาร์ จึงสกัดได้โดยไม่ใช้ความร้อนสูง เมื่อลดความดัน คาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นแก๊สแยกออกเอง สารสกัดจึงไม่มีตัวทำละลายตกค้าง ถ้าต้องการสารที่มีขั้วมากขึ้นต้องเติมตัวทำละลายร่วม (Modifier) เช่น เอทานอล

สินค้าปลายทางกำหนดตัวทำละลายที่ใช้ได้

สารสกัดตัวเดียวกันอาจไปเป็นอาหาร เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรก็ได้ ขึ้นกับวิธีใช้และคำกล่าวอ้าง และแต่ละทางมีกฎต่างกัน

อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 461) พ.ศ. 2568 เรื่อง สารทำละลายที่ใช้ในการสกัดสำหรับใช้ในการผลิตอาหาร ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 2 กันยายน 2568 ให้สารทำละลายที่ใช้สกัดเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ และให้ใช้ตามรายชื่อ ชนิดอาหาร และปริมาณตกค้างสูงสุดในบัญชีแนบท้าย 14 รายการ โดยไม่ใช้กับน้ำและน้ำมันหรือไขมันที่ใช้เป็นตัวทำละลาย ตัวอย่างเงื่อนไข

ตัวทำละลายชนิดอาหารปริมาณตกค้างสูงสุด (มก./กก.)
เอทานอลอาหารทุกชนิดตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) ยกเว้นเครื่องดื่มไม่เกิน 5,000
เอทิลแอซีเทต · คาร์บอนไดออกไซด์อาหารทุกชนิดตาม GMP
ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์อาหารทุกชนิด10
เฮกเซนอาหารที่มีโปรตีนสกัดไขมันและแป้งสกัดไขมัน · ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองสกัดไขมันที่ขายตรงผู้บริโภค · ธัญพืชสกัดไขมัน · อาหารอื่น10 · 30 · 5 · 1

เมทานอลไม่อยู่ในบัญชีแนบท้าย และข้อ 1 ของประกาศยกเลิกประกาศเดิมเรื่องการใช้เมทิลแอลกอฮอล์เป็นสารช่วยในการผลิตอาหารบางชนิด อาหารที่ได้รับอนุญาตไว้ก่อนต้องปรับให้ถูกต้องภายในสองปีนับแต่ประกาศใช้บังคับ ถ้าจะขายสารสกัดเข้าอุตสาหกรรมอาหาร ให้เลือกตัวทำละลายจากบัญชีนี้ตั้งแต่ขั้นทดลอง

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง

THP ภาคผนวก 1.16H ระบุว่าตัวทำละลายที่ตำราเลือกคือเอทานอล น้ำ หรือเอทานอลผสมน้ำ ถ้าใช้ตัวทำละลายอื่นต้องแสดงผลทดสอบตัวทำละลายตกค้างด้วยวิธีที่ผ่านการตรวจสอบความใช้ได้ และฉลากต้องระบุองค์ประกอบตัวทำละลาย สารช่วยที่เติม สารมาร์กเกอร์ และอัตราส่วนวัตถุดิบต่อสารสกัด (Drug Extract Ratio, DER) แนวทาง ICH Q3C ที่ WHO อ้างถึงยอมให้ตัวทำละลายกลุ่ม 3 อย่างเอทานอลเหลือไม่เกิน 5,000 ppm โดยไม่ต้องให้เหตุผลเพิ่ม ส่วนเมทานอล (กลุ่ม 2) ไม่เกิน 3,000 ppm สำหรับเครื่องสำอาง ให้ขอข้อมูลตัวทำละลายและผลตรวจตกค้างจากผู้ผลิตสารสกัด แล้วตรวจกับประกาศเครื่องสำอางที่ใช้อยู่ก่อนจดแจ้ง ส่วนคำกล่าวอ้างบนฉลาก ดูการพิสูจน์คำกล่าวอ้างให้ผ่าน อย.

พารามิเตอร์ที่กำหนดผลผลิต

นอกจากตัวทำละลาย ผลผลิต (Yield) และคุณภาพของสารสกัดขึ้นกับสัดส่วนวัตถุดิบต่อตัวทำละลาย อุณหภูมิ เวลา ขนาดอนุภาค และจำนวนรอบการสกัด WHO ให้กำหนดค่าเหล่านี้ไว้ในวิธีปฏิบัติมาตรฐาน (SOP) เพื่อให้ทุกล็อตได้ผลเหมือนกัน

  • ขนาดอนุภาค WHO แนะนำให้อบแห้งแล้วบดผ่านตะแกรงราว 30–40 เมช บดละเอียดขึ้นสกัดได้มากขึ้น แต่ละเอียดเกินทำให้ร้อนและออกซิไดซ์ อุดตัวกรอง และจับเป็นก้อน ถ้าใช้พืชสดต้องสกัดโดยเร็วหลังเก็บ
  • สัดส่วนวัตถุดิบต่อตัวทำละลาย ทิงเจอร์ตามคำอธิบายของ WHO ใช้วัตถุดิบ 1 ส่วนต่อตัวทำละลาย 5–10 ส่วน ตัวทำละลายที่เพิ่มช่วยได้ถึงจุดหนึ่ง แต่ทุกลิตรคือค่าตัวทำละลายและพลังงานระเหยที่เพิ่มตาม
  • อุณหภูมิ อุณหภูมิสูงเร่งการสกัดแต่ทำลายสารที่ไวต่อความร้อน ต้องคุมและบันทึกตลอดกระบวนการ
  • เวลาและจำนวนรอบ เวลาน้อยไปสกัดไม่หมด นานไปได้สารที่ไม่ต้องการ WHO ระบุว่าจำนวนรอบสำคัญพอ ๆ กับเวลาของแต่ละรอบ

ชุดพารามิเตอร์ที่ให้สารเป้าหมายมากในต้นทุนต่ำต้องหาจากการทดลองระดับห้องปฏิบัติการก่อนเสมอ ผลงานวิจัยของพืชชนิดเดียวกันเป็นจุดเริ่มต้นได้ แต่วัตถุดิบของคุณอาจต่างทั้งสายพันธุ์ แหล่งปลูก และวิธีทำแห้ง

ผลผลิตสารสกัดกับผลผลิตสารสำคัญเป็นคนละตัวเลข

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเลือกวิธีจากน้ำหนักสารสกัดที่ได้ งานวิจัยของไทยในวารสาร Molecules ปี 2022 (Krongrawa และคณะ) สกัดผงเหง้ากระชายดำครั้งละ 5 กรัมด้วยคลื่นเสียงในห้องปฏิบัติการ แล้ววัดทั้งผลผลิตสารสกัดและเมทอกซีฟลาโวนรวม (Total Methoxyflavones) ซึ่งเป็นสารมาร์กเกอร์ของพืชนี้

  • ใน 17 การทดลอง ผลผลิตอยู่ระหว่าง 2.68–15.36% และเมทอกซีฟลาโวนรวมอยู่ระหว่าง 121.80–321.05 มิลลิกรัมต่อกรัมสารสกัด
  • สภาวะที่ให้ผลผลิตสารสกัดสูงสุดใช้เอทานอลราว 54% ทดลองยืนยันได้ 16.95%
  • สภาวะที่ให้เมทอกซีฟลาโวนเข้มข้นสูงสุดใช้เอทานอล 95% ได้ 327.25 มิลลิกรัมต่อกรัมสารสกัด

ผู้วิจัยอธิบายว่าเอทานอลความเข้มข้นต่ำมีขั้วสูงกว่า จึงน่าจะดึงสารมีขั้วออกมามาก น้ำหนักจึงเพิ่ม แต่สารมาร์กเกอร์ละลายดีในเอทานอลความเข้มข้นสูง งานนี้เป็นการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ ยังไม่ได้ขยายขนาด จึงใช้เป็นทิศทาง ไม่ใช่สูตรสำเร็จ

สูตรที่ควรใช้คือ สารสำคัญที่ได้ต่อวัตถุดิบ เท่ากับผลผลิตสารสกัดคูณความเข้มข้นของสารสำคัญในสารสกัด ถ้าวิธีหนึ่งได้เนื้อสารสกัดมากกว่าเท่าตัวแต่สารสำคัญเข้มข้นเพียงครึ่งเดียว สารสำคัญที่ได้จะเท่ากัน แต่ต้องจ่ายค่าทำแห้งมากกว่า อัตราส่วน DER อย่างเดียวก็ไม่พอ เพราะ WHO ระบุว่าสารสกัดผงมักทำแห้งบนสารพา (Carrier) เช่น มอลโทเดกซ์ทริน สิ่งที่ผู้ซื้อดูจึงเป็นปริมาณสารมาร์กเกอร์ อ่านต่อในสารสกัดมาตรฐานและการควบคุม Marker

ต้นทุนต่อกิโลกรัมของสารสกัดคิดอย่างไร

ต้นทุนสารสกัดไม่ใช่ราคาวัตถุดิบหารด้วยผลผลิตอย่างเดียว Chemat และคณะอธิบายว่าการสกัดด้วยตัวทำละลายเป็นสายของขั้นตอน ตั้งแต่อบแห้ง บด สกัด แยกกาก ระเหยและนำตัวทำละลายกลับ ไปจนถึงไล่ตัวทำละลายที่ค้าง ทุกขั้นต้องนับรวม

  1. วัตถุดิบ รวมค่าทำแห้ง บด และตรวจยืนยันชนิดพืช ซึ่ง WHO ให้ทำก่อนการสกัด
  2. ตัวทำละลายสุทธิ ส่วนที่นำกลับมาใช้ไม่ได้ WHO ระบุว่าตัวทำละลายชนิดเดียวนำกลับมาใช้ได้ถ้าควบคุมคุณภาพ แต่ตัวทำละลายผสมใช้ซ้ำไม่ได้
  3. พลังงาน ในการสกัดและระเหย Chemat ระบุว่าขั้นสกัดใช้พลังงานไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด
  4. การทำแห้งและสารพา ซึ่งเพิ่มน้ำหนักแต่ไม่เพิ่มสารสำคัญ ดูการเลือกวิธีอบแห้ง
  5. การวิเคราะห์ สารสำคัญและตัวทำละลายตกค้างทุกล็อต
  6. ของเสีย แรงงาน และเวลาเครื่อง ตัวทำละลายใช้แล้วต้องกำจัดตามกฎหมาย

วิธีที่ผลผลิตสูงแต่ตัวทำละลายแพงหรือใช้พลังงานมาก อาจมีต้นทุนต่อกิโลกรัมสูงกว่าวิธีที่ผลผลิตต่ำกว่าแต่ถูกกว่า กลับกัน Chemat ชี้ว่าการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหนือวิกฤตที่ถูกมองว่าแพง มีขั้นตอนน้อยกว่าเมื่อคิดทั้งสาย งานเดียวกันยกตัวอย่างสารที่มีในพืชเพียง 0.01–0.05% ว่าสกัดแล้วแทบไม่คุ้ม และการนำกากโรสแมรีหลังกลั่นน้ำมันหอมระเหยไปสกัดสารต้านออกซิเดชันต่อเพื่อกระจายต้นทุน ดูชีวิตที่สองของผลผลิตเกษตร

เมื่อสารสกัดจะขายเป็นส่วนผสม ราคาที่ตลาดให้ขึ้นกับปริมาณสารสำคัญที่วิเคราะห์ได้ ไม่ใช่น้ำหนักสารสกัด ตัวอย่างคือสารสกัดแห้งขมิ้นชันใน THP ซึ่งต้องระบุเคอร์คูมินอยด์บนฉลากไม่น้อยกว่า 80.0% และค่าที่วัดได้ต้องอยู่ระหว่าง 90.0–110.0% ของค่าบนฉลาก ต้นทุนที่ควรเทียบกับราคาขายจึงเป็นต้นทุนต่อกรัมสารสำคัญ

สกัดเองหรือจ้าง

ในช่วงพิสูจน์ การส่งวัตถุดิบให้ห้องปฏิบัติการสกัดและวิเคราะห์ในระดับทดลองบอกได้ว่าวิธีไหนได้สารเท่าไรในต้นทุนเท่าไร ก่อนตัดสินใจลงทุนกระบวนการ การลงทุนเองไม่ได้มีแค่ตัวเครื่อง ตัวทำละลายไวไฟต้องใช้ระบบปิด การระบายอากาศ และอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดป้องกันการระเบิดตามข้อแนะนำของ ICSC ก่อนส่งตัวอย่าง ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้

  • ชื่อพืช ส่วนที่ใช้ แหล่งปลูก และสภาพวัตถุดิบ สดหรือแห้ง
  • สารเป้าหมายหรือสารมาร์กเกอร์ และวิธีวิเคราะห์ที่ผู้ซื้อยอมรับ
  • สินค้าปลายทาง ซึ่งกำหนดตัวทำละลายที่ใช้ได้
  • รูปแบบสารสกัดที่ต้องการ เหลว ข้น หรือผง

TIBD มีบริการสกัดระดับห้องปฏิบัติการและกึ่งอุตสาหกรรม บริการกลั่นน้ำมันหอมระเหย และบริการพัฒนาสารสำคัญ ขอบเขตงานขึ้นกับวัตถุดิบและการวิเคราะห์ที่ต้องการ

ทดลองสกัดด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ

Herbal Extract Workshop เรียนสองวันในห้องปฏิบัติการของ K-API รับไม่เกิน 10 คน สอนโดยอรุณ วีระสกุลชัย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ TIBD เริ่มจากกฎการเลือกตัวทำละลาย น้ำ แอลกอฮอล์ หรือน้ำมัน ให้ตรงกับสารสำคัญ การเตรียมพืชด้วยการบดและอบเพื่อให้สกัดได้มากขึ้น แล้วลงมือหมักสกัด (Maceration) และระเหยจนได้สารสกัดเข้มข้นฝีมือตัวเองกลับไป ผู้ที่สนใจน้ำมันหอมระเหยต่อด้วย Essential Oil Distillation ซึ่งเรียนหนึ่งวัน ตั้งชุดกลั่นแก้ว แยกชั้นน้ำมัน และเก็บไฮโดรซอลไปสร้างมูลค่าเพิ่ม

Frequently asked questions

สกัดด้วยน้ำดีกว่าเอทานอลไหม

ไม่มีวิธีที่ดีกว่าโดยรวม มีแต่วิธีที่ตรงกับสารเป้าหมาย สารที่ละลายน้ำได้ดีสกัดด้วยน้ำได้ผลดีและปลอดภัย เช่น ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดสารที่ละลายน้ำของกระเจี๊ยบแดงไว้ไม่น้อยกว่า 45.0% เทียบกับสารที่ละลายในเอทานอลไม่น้อยกว่า 7.0% ส่วนสารที่ละลายน้ำได้น้อยต้องใช้เอทานอลหรือตัวทำละลายอื่น การเลือกตัวทำละลายจึงเริ่มจากคุณสมบัติของสารเป้าหมาย ไม่ใช่จากความเชื่อว่าน้ำเป็นธรรมชาติกว่า

การสกัดสมุนไพรมีกี่วิธี

แนวทางขององค์การอนามัยโลกแบ่งวิธีดั้งเดิมเป็นหมักสกัด หมักอุ่น ชง ต้ม และซึมผ่าน ซึ่งรวมการสกัดต่อเนื่องแบบซอกซ์เลต ส่วนวิธีที่ใหม่กว่า ได้แก่ การสกัดแบบรีฟลักซ์ร้อน การสกัดแบบไหลสวนทาง การสกัดด้วยไมโครเวฟหรือคลื่นเสียงช่วย และการสกัดด้วยของไหลเหนือวิกฤต ส่วนน้ำมันหอมระเหยใช้การกลั่นด้วยน้ำหรือไอน้ำเป็นหลัก วิธีที่เหมาะขึ้นกับการละลาย ความทนร้อน และการระเหยได้ของสารเป้าหมาย

ผลผลิตสารสกัดสูงแปลว่าได้สารสำคัญมากใช่ไหม

ไม่เสมอไป งานวิจัยการสกัดเหง้ากระชายดำระดับห้องปฏิบัติการพบว่าสภาวะที่ให้น้ำหนักสารสกัดสูงสุดใช้เอทานอลราว 54% แต่สภาวะที่ให้เมทอกซีฟลาโวนซึ่งเป็นสารมาร์กเกอร์เข้มข้นสูงสุดใช้เอทานอล 95% ให้คิดสารสำคัญที่ได้จากผลผลิตสารสกัดคูณความเข้มข้นของสารสำคัญ แล้วเทียบต้นทุนต่อกรัมสารสำคัญ

ใช้เฮกเซนสกัดแล้วนำไปผลิตอาหารได้ไหม

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 461) พ.ศ. 2568 ให้ใช้เฮกเซนได้ตามชนิดอาหารและปริมาณตกค้างสูงสุดที่กำหนด เช่น อาหารที่มีโปรตีนสกัดไขมันและแป้งสกัดไขมันไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ธัญพืชสกัดไขมันไม่เกิน 5 และอาหารอื่นไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และห้ามใช้ร่วมกับเอทิลเมทิลคีโตน จึงต้องไล่ตัวทำละลายออกและตรวจตกค้างทุกล็อต

ทำไมสารสกัดที่ซื้อมาสองล็อตให้ผลต่างกัน

เพราะวัตถุดิบต่างฤดู ต่างแหล่ง หรือกระบวนการสกัดต่างพารามิเตอร์ ให้ปริมาณสารสำคัญต่างกัน ทางแก้คือกำหนดสเปกของสารสกัดเป็นปริมาณสารสำคัญที่วัดได้ และให้ผู้ผลิตปรับให้ได้ตามสเปก ซึ่งเป็นแนวคิดของสารสกัดมาตรฐาน

ต้องสกัดปริมาณเท่าไรถึงจะเริ่มได้

เริ่มจากการสกัดระดับห้องปฏิบัติการด้วยวัตถุดิบปริมาณน้อยก่อน เพื่อหาวิธีที่เหมาะและวัดผลผลิตจริง แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องปริมาณและกระบวนการในระดับที่ใหญ่ขึ้น ปริมาณขั้นต่ำขึ้นกับวัตถุดิบและการวิเคราะห์ที่ต้องการ ควรคุยกับห้องปฏิบัติการก่อนส่งตัวอย่าง

Sources

  1. WHO guidelines on good herbal processing practices for herbal medicines (WHO Technical Report Series No. 1010, Annex 1, 2018)
  2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 461) พ.ศ. 2568 เรื่อง สารทำละลายที่ใช้ในการสกัดสำหรับใช้ในการผลิตอาหาร (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 288 ง, 2 กันยายน 2568)
  3. Thai Herbal Pharmacopoeia 2021 — Appendix 1.16H Dosage Forms of Herbal Drugs: Extracts (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)
  4. Thai Herbal Pharmacopoeia 2021 — กระชายดำ (Krachai Dam, Kaempferia parviflora) monograph
  5. ICH Q3C (R9) Guideline on impurities: guideline for residual solvents (EMA/CHMP/ICH/82260/2006, 2024)
  6. Krongrawa W, et al. Optimization of Ultrasound-Assisted Extraction of Yields and Total Methoxyflavone Contents from Kaempferia parviflora Rhizomes. Molecules 2022;27(13):4162
  7. Chemat F, Vian MA, Cravotto G. Green Extraction of Natural Products: Concept and Principles. Int J Mol Sci 2012;13(7):8615-8627
  8. NIST Chemistry WebBook, SRD 69 — Carbon dioxide: Phase change data (critical temperature and pressure)
T2B
ทีมวิทยากร T2B Academy · ที่ปรึกษาเนื้อหา ดร.วุฒิพงษ์ ผาณิตเศรษฐกร (TIBD) ร่วมกับทีมพัฒนาสารสำคัญ K-API
Instructor notes from the TIBD · VISBIO · K-API network. Not a substitute for regulatory advice on your specific product. · Updated 2026-09-28

Related articles